คนที่รู้ตัวว่าโง่เท่านั้นถึงจะเรียน

30 June 2020

ผมซื้อหนังสือ ‘การสิ้นสุดของสิ่งหนึ่ง คือ การเริ่มต้นของสิ่งใหม่’ ซึ่งเป็นชื่อหนังสือที่ยาวมากของคุณหนุ่มเมืองจันทร์ เนื้อหาและสไตล์การเขียนยังคงชวนเพลิดเพลินและได้มุมมองแนวคิดดีๆ เช่นเดิม

กระทั่งผมอ่านถึงบท ‘ศิลปะสู้วิกฤต’ เนื้อหาในบทนี้คุณหนุ่มเมืองจันทร์ได้เขียนถึงคุณบรรยง พงษ์พาณิชย์ ประธานกรรมการ หลักทรัพย์ ภัทรกิจ จำกัด

ผมไม่ได้รู้จักเขาเป็นการส่วนตัว หากแต่รู้จักท่านในฐานะผู้อ่านที่ได้มีโอกาสอ่านความคิดผ่านตัวอักษรของเขาในหนังสือ ‘บรรยง พงษ์พานิช คิด’ เป็นหนังสือที่อัดแน่นไปด้วยประสบการณ์ตั้งแต่วัยหนุ่มยันวัยเก๋า

ผมนึกขึ้นได้ว่ามีอยู่บทหนึ่งที่คุณบรรยงได้เขียนเกี่ยวกับ ‘Learning Organization’ (องค์กรแห่งการเรียนรู้) ไว้ได้อย่างน่าสนใจ ผมจึงรีบรื้อหาหนังสือมาปัดฝุ่นและเปิดหาบทนี้โดยทันใด

อิทธิพลการผลักดันความคิดให้คุณบรรยงสร้างองค์กรที่ตนเองปกครองให้เกิดบรรยากาศการเป็นนักเรียนรู้ จากการได้อ่านหนังสือ The Fifth Discipline: The Art & Practice of The Learning Organization งานของ ปีเตอร์ เซงเก้ (Perter Senge) ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการ

ทว่าคุณบรรยงไม่ได้เล่าเนื้อหาหลัก 5 ประการที่จะสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ แต่เขาเล่าเรื่องนอกตำราที่ได้เรียนรู้ในระหว่างการพยายามผลักดันให้ภัทรเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ ดังนี้

1. ‘คนที่รู้ตัวว่าโง่เท่านั้นถึงจะเรียน’

ทำอย่างไรเราถึงจะสร้างบรรยากาศให้ทุกคนรู้สึกว่าตัวเองยังรู้ไม่พอ รู้ไม่ครบ และรู้น้อยนัก ซึ่งอันที่จริงเรื่องนี้ทำได้ไม่ยาก เพราะความจริงมันเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว ไม่มีใครที่รู้ไปหมด เราเพียงส่งเสริมให้คนได้ร่วมวงสนทนากันมากๆ ได้ถกเถียงแลกเปลี่ยนเรื่องที่เป็นสาระ มีเวทีให้คนได้เรียนรู้ เขาก็จะรู้ตัวเองว่าอย่าโง่นัก ยิ่งผู้นำแสดงตัวเองโง่แค่ไหน คนอื่นก็จะเป็นตาม

ครั้งหนึ่งเขาเคยจัดตั้ง ‘ชมรมหนังสือ’ ในองค์กร โดยให้สมาชิกไปหาหนังสือมาอ่านทุกอาทิตย์แล้วมาสมาคมกัน เพื่อเล่าเรื่องหนังสือให้คนอื่นฟังและโฆษณาหนังสือที่ตัวเองอ่านมา ถกเถียงแลกเปลี่ยนกัน หยิบยื่นหนังสือให้กัน

2. ‘คนที่รู้ตัวว่าถ้าไม่เรียนแล้วจะไม่รอดจะเรียนหนักขึ้น 2 เท่า’

หัวข้อนี้ของคุณบรรยงเล่นเอาผมนึกถึงตัวเองสมัยเรียนมหาวิทยาลัยช่วงปีแรก ที่เกือบติดโปรและต้องขวนขวายอย่างหนักเพื่อถีบตัวเองออกจากพื้นที่อันตรายจากการโดนไทร์

คุณบรรยงเล่าต่อว่า ในทุกๆ ตำแหน่งหน้าที่ในองค์กรของเรา ทุกคนจะถูกกดดันให้เรียนรู้เพิ่มเติมตลอดเวลา คนที่หยุดพัฒนาหรือหยุดเรียนรู้จะถูกบีบถูกกดให้ไม่มีที่ยืนในองค์กร อย่าว่าแต่ไม่ก้าวหน้าเลย ไม่มีที่ให้อยู่ด้วยซ้ำ คำว่า ‘เช้าชาม เย็นชาม’ ไม่มีอยู่ในพจนานุกรมของเรา ไม่มีแม้แต่คำว่า ‘เหนื่อยตอนเด็กสบายเมื่อปลายมือ’

ถ้าอยากสบายโปรดกลับไปสบายที่บ้าน ไม่มีใครมั่นคงในหน้าที่การงาน แม้แต่ตัวประธานเอง ถ้าไม่มีประโยชน์ก็เกษียณไปได้ ภัทรต้องการดีที่สุดในโลก ในทุกธุรกิจที่เราทำ เรารู้ว่าเราไม่มีทางบรรลุเป้าหมายนี้ แต่เราจะไม่หยุดพยายาม ทุกคนต้องเรียนรู้และขวนขวายตลอดไป

3. ‘เมื่อบังคับให้เรียน ทุกคนต้องได้โอกาสเรียนรู้’

เราไม่เพียงแต่จัดตั้งห้องสมุด (ตอนนี้ยุบไปแล้ว) หรือมีโครงการฝึกฝนดีๆ ทั้งจากภายในและภายนอก แต่ผมเรียนรู้ว่า การที่คนจะมีโอกาสเรียนได้ต้องอยู่ในวัฒนธรรมที่โปร่งใส ไม่กั๊ก ที่ภัทร การกั๊กความรู้ ทีเด็ด หรือเคล็ดลับ ไม่เป็นที่ยอมรับของฝูงชน ใครรู้อะไรหรือมีเคล็ดลับอะไรต้องเอามารวมกันไว้บนโต๊ะและเรียนรู้ร่วมกันเพื่อออกไปแข่งขัน ทุกคนไว้ใจกันได้ในเรื่องการเก็บความลับตามวิชาชีพ

4. ‘ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะบ่นกันเองภายใน แต่ไม่อนุญาตให้ออกไปบ่นภายนอก’

ผมมีเพื่อนและคนรู้จักมากมายที่รู้สึกว่าชีวิตแสนรันทด ทั้งๆ ที่ตัวเองนั้นแสนดีและเก่ง แต่ดันไปอยู่ในองค์กรหรือฝ่ายงานที่ไม่ได้รับโอกาส ทั้งโอกาสที่จะเรียนรู้หรือโอกาสที่จะทำ มีเจ้านายใจแคบ หรือมีเพื่อนร่วมงานใจร้ายต่างๆ นาๆ ที่ภัทรเราจะรับไม่ได้ ถ้าเพื่อนร่วมงานของเราต้องไปบ่นกับเพื่อนข้างนอกเรื่องนี้

เพราะเราอนุญาตให้บ่นกันข้างใน ถ้าเจ้านายใจแคบก็ข้ามหัวมาบ่นกับผมได้เลย รับรองว่าไม่มีการกลั่นแกล้งจนเกิดผลร้าย ตราบใดที่ประธานใจไม่แคบ คุณก็มีคนพร้อมที่จะรับฟังอยู่ดี ทุกคำบ่นจะได้รับการเอาใจใส่อย่างไม่มีการละเลย แต่ขอเพียงให้มีสาระ ไม่อย่างนั้นคนบ่นก็จะซวยเสียเอง

5. ‘อย่าหน่ายกระบวนการ และอย่าเสียดายเวลาที่จะช่วยให้คนได้ เรียนรู้’

ปกติเวลาทำงานหรือประชุม การบริหารเวลาเป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้น คนส่วนใหญ่มักทำให้กระชับตรงประเด็น จนบางครั้งน่าเสียดายที่ทำให้การเรียนรู้ไม่ได้เกิดขึ้นเต็มที่ไปด้วย

สำหรับผมถ้ามีโอกาสและไม่ออกนอกประเด็น ผมจะยอมให้มีการซักถามถกเถียง โดยเฉพาะถ้าส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ เกิดความเข้าใจไปด้วยกัน การสร้างความสมดุลในเรื่องนี้ให้ดีจะช่วยให้คนเรียนรู้ได้มาก

6. ‘เรียนเพื่อรู้ กับ เรียนเพื่อคิด’

สมัยที่ผมทำงานใหม่ๆ การรับรู้ข้อมูลข่าวสารเป็นเรื่องสำคัญ ผู้ครอบครองข้อมูลข่าวสารจะได้เปรียบมาก แต่ในโลกของยุคปัจจุบัน ข้อมูลข่าวสารทั้งหมดสามารถถูกค้นหาได้ในโทรศัพท์มือถือเครื่องเดียว สงสัยอะไรก็ถาม Google ภายในหนึ่งนาทีก็จะรู้คำตอบ กระบวนการเรียนรู้ก็เลยเปลี่ยนไป

ความยากในสมัยนี้จึงเปลี่ยนจาก ‘การหาข้อมูล’ เป็น ‘การคัดกรองข้อมูล’ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการคัดทิ้ง ทำอย่างไรถึงจะนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ได้ คนรุ่นใหม่อย่างพวก Gen Y เขาจะไม่นับถือคนที่รู้อีกต่อไป เพราะกระบวนการใช้ข่าวสารให้เป็นประโยชน์สำคัญกว่าตัวข้อมูลมาก

7.‘ถ้าคนอื่นเรียน เราก็จะรู้ไปด้วย’

การทำงานเป็นทีมหมายถึงการรวบรวมความรู้ของเพื่อนร่วมงานทุกคนมาใช้ประโยชน์ ถ้าเพื่อนเรารู้มากขึ้น เราก็จะเก่งขึ้นดีขึ้นเอง ฉะนั้นการส่งเสริมและช่วยเหลือให้คนอื่นได้เรียนรู้ ก็เหมือนกับเราได้เรียนรู้ไปในตัว

ทั้งหมดนี้คือบทเรียนที่คุณบรรยงเรียนรู้มาตลอด 20 ปี

สิ่งเหล่านี้ คือ คุณค่าที่ประเมินไม่ได้ที่ถูกสั่งสมและถ่ายทอดในพื้นที่ของหนังสือ ซึ่งถูกเผยแพร่และส่งต่อไปโดยไม่สิ้นสุด

นี่อาจเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของการเดินทางของความรู้และประสบการณ์ที่คล้ายความบังเอิญให้เราได้มารู้จักกันทั้งทางตรงและทางอ้อม

แต่ไม่ว่าความรู้และประสบการณ์เหล่านี้จะเดินทางมาไกลแค่ไหน เมื่อถึงทางที่ต้องมาบรรจบกัน ก็ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่คุ้มค่าต่อการได้เรียนรู้ความคิดความอ่านซึ่งกันและกัน

อ้างอิงเนื้อหา: หนังสือ บรรยง พงษ์พานิช คิด

อย่าลืมติดตาม PODCAST ออฟฟิศ 0.4

SPOTIFY : https://spoti.fi/38KKW19
APPLE : https://apple.co/2TXdzUr
SOUNDCLOUND : http://bit.ly/OFFICE04TH-SC
YOUTUBE : http://bit.ly/OFFiCE04TH-YT
PODBEAN : https://office04th.podbean.com

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *