เรื่องนี้มาจาก Dr. D. Ivan Young นักประสาทวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาความเป็นผู้นำ ได้ชี้ให้เห็นสัจธรรมข้อหนึ่งในโลกของการทำงานไว้ได้อย่างน่าสนใจว่า
หน้าที่ของผู้นำไม่ใช่การซ่อมแซมพฤติกรรมของใคร แต่คือการช่วยให้ผู้ตามสามารถดึงศักยภาพที่ซ่อนอยู่ภายในออกมาใช้ได้ด้วยตัวเอง
และเมื่อไหร่ก็ตามที่เราบอกคำตอบทุกอย่างกับลูกน้อง สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือ ปัญหาใหญ่ 2 ข้อ
1. ลูกน้องจะไม่เกิดการเรียนรู้ใด ๆ เลย เพราะสมองของพวกเขาไม่ได้ผ่านกระบวนการคิดวิเคราะห์เพื่อแก้ปัญหา
2. หากคำแนะนำนั้นผิดพลาด คนแรกที่พวกเขาจะโยนความผิดให้ ก็คือ หัวหน้าที่เป็นคนสั่ง
สิ่งที่น่ากลัวกว่านั้นคือ มันจะสร้างวัฒนธรรมความสัมพันธ์แบบพึ่งพาอย่างไร้ขอบเขต นั่นคือลูกน้องจะเริ่มรอคอย ไม่ใช่เพียงแค่คำชี้แนะ แต่รอคอยคำอนุมัติในทุก ๆ การกระทำ ซึ่งสุดท้าย หัวหน้างานก็จะกลายเป็นคอขวดขององค์กรเสียเอง จนตัวเองก็เหนื่อยตาย ส่วนลูกน้องก็เติบโตไม่ได้
คำถามคือ แล้วคำว่า “Empathy” ที่ผู้นำยุคใหม่ควรมี หน้าตาที่แท้จริงเป็นอย่างไร?
Dr. D. Ivan Young บอกว่า การบริหารด้วย Empathy ที่ถูกต้อง คือการสนับสนุนโดยไม่สปอยล์ แต่ให้คอยประคับประคองโดยไม่เข้าไปยึดอำนาจการตัดสินใจ ซึ่งเขาได้สรุปแนวทางปฏิบัติผ่าน 5 สิ่งที่ควรทำ และ 4 สิ่งที่ต้องเลี่ยง ไว้ดังนี้
5 สิ่งที่ผู้นำควรทำ
– เริ่มต้นจากการสำรวจตัวเองก่อน ด้วยการสังเกตความคิด อารมณ์ และความรู้สึกทางร่างกายของตัวเองในขณะที่สนทนา เพื่อให้เราตอบสนองต่อลูกน้องได้อย่างมีเหตุผล ไม่ใช่อารมณ์
– ฟังอย่างตั้งใจและไม่ด่วนตัดสิน เพราะการฟังที่ดีต้องสังเกตอวัจนภาษา สีหน้า ท่าทาง และที่สำคัญที่สุดคือ อย่าทำหลายอย่างพร้อมกัน ในขณะที่ลูกน้องพูด
– ทบทวนและสะท้อนสิ่งที่ได้ยิน ใช้เวลาประมวลผลและสะท้อนมุมมองกลับไป เพื่อให้ลูกน้องรู้สึกว่าปัญหาของเขากำลังถูกรับฟังจริง ๆ
– ตระหนักว่าความจริงของเราอาจไม่ใช่ความจริงของเขา เพราะสิ่งที่เคยใช้ได้ผลกับตัวเราหรือคนอื่น อาจใช้ไม่ได้ผลกับลูกน้องคนนี้เสมอไป อย่าเอาไม้บรรทัดของตัวเองไปวัดกับทุกคน
– หมั่นตรวจสอบตัวเองอยู่เสมอ ด้วยการยอมรับว่าตัวเองยังมีจุดที่ต้องพัฒนา และพร้อมที่จะปรับปรุงกระบวนการคิดของตนเองอยู่ตลอดเวลา
4 สิ่งที่ผู้นำต้องเลี่ยง
– อย่าละเลยอคติของตัวเอง เรื่องของวัย เพศ วัฒนธรรม หรือประสบการณ์ในอดีต ที่อาจกลายเป็นกำแพงขวางกั้นความเข้าใจซึ่งกันและกัน
– อย่าสับสนระหว่าง Empathy กับ Sympathy เพราะ Empathy คือการเอาตัวเองเข้าไปนั่งในใจทีมเพื่อเข้าใจความรู้สึก ส่วน Sympathy คือการมองดูความเจ็บปวดของพวกเขาจากภายนอก
– อย่ายึดติดความสำเร็จ เพราะสถานการณ์เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทักษะการเรียนรู้จึงเป็นกระบวนการที่สำคัญตลอดชีวิต
– อย่าสร้างความเห็นอกเห็นใจในทางที่ผิด การเข้าใจความรู้สึกของลูกน้องไม่ได้แปลว่าต้องยอมรับผลงานที่ไม่ได้มาตรฐาน การกำหนดมาตรฐานและขอบเขตที่ชัดเจน จึงเป็นสิ่งสำคัญที่แยกแยะระหว่างผู้นำที่มี Empathy กับผู้นำที่อ่อนแอ
Dr. D. Ivan Young สรุปว่า การเป็นผู้นำที่มี Empathy จึงไม่ใช่เรื่องของการทำตัวเป็นคนใจดีที่คอยแก้ปัญหาให้ทุกคน แต่คือการสร้างพื้นที่ปลอดภัยที่มี ขอบเขตที่ชัดเจน เพื่อให้ลูกน้องได้เรียนรู้ ได้ลองผิดลองถูก และสามารถเติบโตขึ้นมานำพาองค์กรไปข้างหน้าได้ด้วยขาของตนเอง
อ้างอิง : 9 tips for managing with empathy from a neuroscientist

Podcaster : ออฟฟิศ 0.4
Writer : สิ่งที่เจ้านายไม่เคยบอก / เปิดเทอมใหญ่วัยทำงาน / เป็นคนที่ใช่ในงานที่ชอบ / นี่เงินเดือนหรือเงินทอน

