หากเราดูสถานการณ์ในปัจจุบัน เทคคอมพานียักษ์ใหญ่หลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น Google, Amazon หรือ Meta ต่างเริ่มทยอยออกคำสั่ง Mandate RTO หรือบังคับให้พนักงานต้องกลับเข้าออฟฟิศอย่างน้อย 3-4 วันต่อสัปดาห์
แต่สิ่งที่ Melanie Rosenwasser Cheif People Officer ของ Dropbox พบจากการสังเกตบริษัทเหล่านั้นกลับกลายเป็นภาพที่ย้อนแย้ง เพราะพนักงานต้องยอมเสียเวลาตื่นแต่เช้า ฝ่ารถติด เดินทางไกลเพื่อมาที่ออฟฟิศ แต่พอมาถึง สิ่งที่พวกเขาทำกลับเป็นการนั่งเปิดโน้ตบุ๊ก คุยงานผ่าน Zoom กับเพื่อนร่วมงานที่อยู่สาขาอื่น หรืออยู่ชั้นอื่นอยู่ดี
นั่นหมายความว่า พนักงานเสียทั้งเวลา เสียทั้งพลังงานในการเดินทาง แต่กลับไม่ได้สัมผัสถึงข้อดีของการเจอหน้ากันจริง ๆ เลยแม้แต่น้อย
เมื่อเห็นความไร้ประสิทธิภาพของระบบ Hybrid ในปี 2020 Dropbox จึงตัดสินใจประกาศใช้โมเดลที่เรียกว่า “Virtual-First” อย่างเป็นทางการ
คำว่า Virtual-First ของ Dropbox ไม่ใช่แค่ทำงานที่บ้านก็ได้ แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีคิดและการดีไซน์องค์กรใหม่ทั้งหมดด้วย 3 หลักการนี้
1. เราไม่ใช่ไฮบริด
Dropbox ประกาศตัวชัดเจนว่า จะไม่มีการบังคับเข้าออฟฟิศเป็นรายสัปดาห์ เพื่อสร้าง Even Playing Field หรือการแข่งขันที่เท่าเทียมกัน พนักงานทุกคนจะไม่มีใครได้เปรียบหรือเสียเปรียบ เพียงเพราะนั่งอยู่ใกล้หรือไกลผู้บริหาร
2. Asynchronous
การตัดสินใจและการทำงานเกือบทั้งหมดของ Dropbox จะทำผ่านการเขียนและสื่อสารแบบไม่พร้อมกัน พนักงานสามารถจัดการเวลาชีวิตของตัวเองได้ตามใจชอบ
3. กฎ 3Ds สำหรับการประชุม
Dropbox มีการจำกัดชั่วโมงประชุม และตั้งกฎว่า การประชุมจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเข้าเงื่อนไข 3Ds เท่านั้น คือ
– Discuss อภิปรายเรื่องสำคัญ
– Debate ถกเถียงเพื่อหาข้อสรุป
– Decide ต้องการการตัดสินใจร่วมกัน
ถ้าไม่เข้าเงื่อนไข 3 ข้อนี้ ก็ให้คุยผ่านข้อความหรืออีเมลแทน
ซึ่งโมเดลนี้ก็ไม่ได้มีแต่ข้อดี เพราะทาง Dropbox เองก็ยอมรับว่า ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดของการทำงานทางไกล 100% คือ อาการ Burnout และ การเส้นแบ่งระหว่างชีวิตส่วนตัวกับงานที่เลือนราง รวมถึงพฤติกรรมการนั่งติดเก้าอี้มากเกินไป
ซึ่งบริษัทแก้เกมด้วยการออกแคมเปญสนับสนุนอย่าง Meet & Move เพื่อให้พนักงานสามารถปิดกล้องแล้วเดินคุยโทรศัพท์แทนการนั่งจ้องหน้าจอ รวมถึงการส่งเสริม Nonlinear Workdays หรือการยอมรับให้พนักงานจัดการตารางงานที่ยืดหยุ่นตามนาฬิกาชีวิตของตัวเองได้
ปัจจุบัน ข้อมูลจาก Gallup ระบุว่า มีบริษัทในสหรัฐฯ เพียง 26% เท่านั้นที่ทำงานแบบรีโมต 100% ในขณะที่ส่วนใหญ่ ประมาณ 52% ยังคงเลือกทางสายกลางอย่าง Hybrid Work อยู่
เรื่องนี้จึงไม่มีถูกไม่มีผิด แต่แนวคิดของ Dropbox กำลังชี้ให้เห็นว่า ในโลกของธุรกิจ การเลือกทางสายกลาง ที่ดูเหมือนจะปลอดภัยที่สุด บางครั้งอาจเป็นการเลือกที่ทำให้เราเจ็บตัวที่สุด เพราะมันอาจไม่ได้ทำให้งานมีประสิทธิภาพแบบที่หลายคนคิด
เหมือนอย่างที่ Melanie ได้สรุปไว้สั้น ๆ ว่า
“ถ้าคุณจะเข้าออฟฟิศ ก็ต้องเข้าเพื่อไปเจอหน้าและสร้างความร่วมมือกันจริง ๆ แต่ถ้าคุณจะทำงานรีโมต ก็ต้องปล่อยให้พนักงานมีอิสระและทำงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด”
เพราะการบังคับให้พนักงานเดินทางฝ่ารถติดเพื่อไปนั่งต่อสาย Zoom ที่ออฟฟิศ… อาจเป็นสิ่งที่ไร้ความหมายที่สุดในโลกการทำงานยุคนี้
อ้างอิง : Dropbox chief people officer: The hybrid work model is ‘the worst of all worlds’

Podcaster : ออฟฟิศ 0.4
Writer : สิ่งที่เจ้านายไม่เคยบอก / เปิดเทอมใหญ่วัยทำงาน / เป็นคนที่ใช่ในงานที่ชอบ / นี่เงินเดือนหรือเงินทอน

