งานของบางคนอาจเต็มไปด้วยความหมาย ในขณะที่บางคนรู้สึกไร้ค่าและเหนื่อยล้า
Tomas Chamorro-Premuzic และ Art Markman สองศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาองค์กรได้ระบุว่า”หัวหน้า” คือปัจจัยสากลที่ส่งผลต่อความสุขในงานมากที่สุด โดยหัวหน้ามีส่วนกำหนดความผูกพันของทีมสูงถึง 20% และเมื่อพนักงานเปลี่ยนหัวหน้า ผลงานและความพึงพอใจจะเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
ดังนั้น หัวหน้าจึงสำคัญกว่าชื่อเสียงของแบรนด์บริษัท หรือชื่อตำแหน่งของคุณเสียอีก ซึ่งการมีหัวหน้าที่ดีจะทำหน้าที่เหมือนโค้ชที่ช่วยผลักดัน ซัพพอร์ต และทำให้คุณดูดี แต่หัวหน้าที่แย่จะทำสิ่งตรงกันข้าม แถมยังจะฉุดรั้งคุณไว้อีก
คำถามคือ จะมีสัญญาณอะไรบ่งบอกได้ว่า เราควรเริ่มคิดเปลี่ยนหัวหน้าได้แล้ว..
1. เคมีไม่ตรงกันจนความสัมพันธ์แย่ลง
นี่ไม่ใช่แค่เรื่องการเห็นต่างกันในบางครั้ง เพราะการถกเถียงอย่างสร้างสรรค์ถือเป็นเรื่องดีในทีมที่จะทำงานให้มีประสิทธิภาพ แต่สัญญาณอันตรายคือ ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนเกิดความไม่ไว้วางใจกัน เลยทำให้การพูดคุยกันเป็นเพียงการแสดงมากกว่าความจริงใจ
การเกิดบรรยากาศแบบนี้ ทำให้ต่างคนต้องคอยระแวงว่าคำพูดหรือข้อความของแต่ละคนจะถูกตีความอย่างไร ทำให้ทุกครั้งที่ประชุมจะให้ความรู้สึกเหมือน การสอบสวนมากกว่าการพูดคุยแลกเปลี่ยนมากกว่า
2. ขาดคำแนะนำและข้อเสนอแนะ
สำหรับข้อนี้ ต่อให้เราทำงานดีหรือผิดพลาด แต่มักไม่ได้คำแนะนำในเชิงกลยุทธ์จะด้วยการชื่นชมหรือเพื่อแก้ไขกลับมาเลย นั่นเท่ากับเรากำลังขาดทุนกับการพัฒนาตัวเองอยู่นั่นเอง
หัวหน้าที่ดีจะบอกว่าความสำเร็จหน้าตาเป็นอย่างไร และคอยให้ฟีดแบคเราอย่างสม่ำเสมอ หากขาดสิ่งเหล่านี้ไป สิ่งที่จะตามมาคือ เราจะหยุดพัฒนา แถมยังใ้ห้เดาทางเองอีก และยิ่งเดามากขึ้นเท่าไหร่ความวิตกกังวลต่อการพัฒนางานก็มากขึ้นเท่านั้น แค่คิดตามก็ปวดหัวแล้ว
3. หัวหน้าขาดความสามารถ
เป็นเรื่องที่น่าอึดอัดแต่พบได้บ่อย หัวหน้าบางคนอาจได้รับโปรโมตขึ้นมาเพราะเก่งงานเทคนิค แต่กลับไม่มีทักษะความเป็นผู้นำ หรือบางคนเก่งเรื่องการเมืองในออฟฟิศแต่ทำงานไม่เป็น
สิ่งเหล่านี้คุณจะสังเกตได้จากการตัดสินใจที่กลับไปกลับมา การจัดลำดับความสำคัญที่แย่ หรือการไม่สามารถอธิบายกลยุทธ์ที่ชัดเจนได้ ทีมที่อยู่ใต้ผู้นำที่ไม่เก่งจะเสียเวลา ทำงานซ้ำซ้อน และเคว้งคว้าง
นอกจากนี้ยังส่งผลเสียต่อชื่อเสียงของคุณเองด้วย เพราะการทำงานกับผู้นำที่อ่อนแออาจทำให้คนภายนอกมองว่าคุณไม่มีความสามารถไปด้วยเช่นกัน แหม่..แอบแรงนะศาสตราจารย์
4. หัวหน้าไม่ส่งเสริมให้คุณเติบโต
หัวหน้าบางคนอาจทำสิ่งตรงกันข้าม เช่น แอบขโมยไอเดียของคุณไปนำเสนอ ไม่ช่วยผลักดันคุณในการเลื่อนขั้น ซึ่งหน้าที่การเป็นหัวหน้าควรมีทั้งการเป็น Supportor Mentor และ Coach ที่คอยสนับสนุน แนะนำ ขัดเกลา เพื่อสร้างให้ทีมเก่งขึ้นมากกว่าที่จะดึงความสามารถเราต่ำลง
มาถึงตรงนี้ Tomas Chamorro-Premuzic และ Art Markman บอกว่า อย่าคาดหวังว่าหัวหน้าจะเปลี่ยนไป เพราะหลายคนมักคิดเข้าข้างตัวเองว่า ถ้าลองเปิดใจคุยกัน หัวหน้าอาจจะเปลี่ยนพฤติกรรมก็ได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว เรื่องของนิสัยและพฤติกรรมที่ฝังลึกมานานนั้นยากที่จะแก้ไขกว่าที่เราคิดไว้เยอะเลย
คำถามสั้นๆ คือ แล้วคนทำงานแบบเราต้องทำยังไง ?
ศาสตราจารย์ทั้งสองแนะนำว่า หากย้ายงานใหม่ก็ลองพูดคุยเพื่อดูสเป็กทั้งเราและหัวหน้างานว่าเขากันไหม เช่น เราชอบหัวหน้าใจดี ฟีดแบคสม่ำเสมอ และกล้ามอบหมายงานที่สำคัญให้ทำ เป็นต้น แต่จะได้หรือไม่อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับโชคชะตาและจังหวะชีวิตด้วยเหมือนกันนะ
ซึ่งศาสตราจารย์ทั้งสองแนะนำการหาหัวหน้าในสไตล์ที่ชื่นชอบอีกทางคือ การสำรวจที่ทำงานของเพื่อนที่มีประสิทธิภาพการทำงานที่ดี และสืบว่าหัวหน้าของเพื่อนเป็นคนยังไง ตรงสเป็กการทำงานแบบที่เราคิดไหม ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะหาหัวหน้าที่เราอยากทำงานด้วย แต่ของดีก็ย่อมมีคู่แข่งเยอะเช่นกันนะ
มาถึงบรรทัดนี้ เราคงเห็นแล้วว่า การมีหัวหน้าที่ีดีและเหมาะสมนั้น ส่งผลต่อการเติบโตในระยะยาวของชีวิตมากแค่ไหน..
อ้างอิง :
4 signs it’s time to change your boss
It’s the Manager: Moving From Boss to Coach (2019)
Gallup News: Managers Account for 70% of Variance in Employee Engagement

Podcaster : ออฟฟิศ 0.4
Writer : สิ่งที่เจ้านายไม่เคยบอก / เปิดเทอมใหญ่วัยทำงาน / เป็นคนที่ใช่ในงานที่ชอบ / นี่เงินเดือนหรือเงินทอน

