Career Rut ภาวะติดหล่มกับงานที่เราอาจเป็นอยู่

23 June 2026

ถ้าคุณตื่นนอนตอนเช้าแล้วรู้สึกว่า งานที่ทำอยู่มันไร้ความหมาย รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังพายเรือในอ่าง ตันไปหมด ไม่มีทางไปต่อ

แต่ในขณะเดียวกัน ก็ไม่กล้าลาออกเพราะกลัวความเสี่ยงในยุคเศรษฐกิจแบบนี้

ถ้าคุณกำลังรู้สึกแบบนี้ รู้หรือไม่ว่า คุณไม่ได้เหงาอยู่คนเดียว เพราะจากรายงานของ Glassdoor พบว่า มีพนักงานประจำสูงถึง 65% ที่รู้สึกว่าตัวเองกำลังติดหล่มทางอาชีพ หรือเรียกว่า Career Rut

ซึ่งทาง Gallup เองก็ระบุว่า ความผูกพันต่อองค์กรของพนักงานทั่วโลก ดิ่งลงไปต่ำสุดในรอบ 10 ปี โดยมีคนที่ทำงานไปวันๆ แบบไร้ใจ สูงถึงเกือบ 70%

ภาวะอยากเปลี่ยนแต่ไม่กล้า แถมอยู่ต่อก็ทรมาน กำลังกลายเป็นโรคระบาดเงียบในออฟฟิศยุคปัจจุบัน

แล้วถ้าเราเป็นหนึ่งในคนที่ติดอยู่ในหล่มนี้ เราจะเอาตัวรอดอย่างไร ?

ออฟฟิศ 0.4 ได้สรุป 4 กลยุทธ์ในการพาตัวเองออกจากภาวะ Career Rut มาฝากกัน

1. ยิ่งเบื่อ ยิ่งต้องวิ่งใส่งาน

เวลาที่เราหมดไฟ หรือรู้สึกว่างานไม่ก้าวหน้า สัญชาตญาณของคนเราคือการถอยห่าง หรือที่ยุคนี้เรียกว่า Quiet Quitting การทำงานให้เสร็จไปวันๆ ตามหน้าที่

แต่รู้หรือไม่ว่าวิธีคิดแบบนั้น คือ กับดัก

เพราะยิ่งเราถอยห่าง ผลงานเราก็จะดิ่งลง และเมื่อผลงานดิ่งลง หัวหน้าหรือผู้บริหารก็จะไม่มองเห็นเรา ยิ่งไม่มีใครเห็น เราก็ยิ่งไม่ได้โอกาสใหม่ๆ กลายเป็นวงจรที่ทำให้เราติดหล่มลึกกว่าเดิม

สิ่งที่ควรทำ แม้จะฝืนความรู้สึก คือการลองตั้งใจทำมันดูอีกสักตั้ง การเสนอตัวช่วยโปรเจกต์ใหม่ หรือการใส่พลังเข้าไปในงานเดิม จะทำให้สปอตไลต์ส่องมาที่เรา เมื่อองค์กรมีการปรับตำแหน่งหรือมีโอกาสใหม่ๆ คนที่ตื่นตัวและพร้อมที่สุดต่างหาก ที่จะได้รับเลือกเป็นคนแรก

2. เลิกจมกับตัวเอง แล้วหันไป Connect กับคนรอบข้าง

อาการอย่างหนึ่งของคนติดหล่มคือ การชอบเก็บตัวและคิดวนเวียนอยู่แต่กับปัญหาของตัวเอง จนมองไปทางไหนก็มืดมน

มีบทวิจัยจาก Industrial Psychology Journal ระบุว่า การมีปฏิสัมพันธ์และแสดงความเห็นอกเห็นใจต่อเพื่อนร่วมงาน ช่วยเพิ่มความสุขและสุขภาวะทางจิตได้อย่างน่าทึ่ง เพราะการได้พูดคุย หัวเราะ หรือแม้แต่บ่นเรื่องไร้สาระร่วมกับเพื่อนร่วมงาน จะช่วยดึงเราออกจากความคิดลบๆ ได้

นอกจากนี้ ในแง่ของคอนเนกชันเพื่อนร่วมงาน นี่แหละ คือคนที่จะคอยส่งสัญญาณบอกเราเมื่อมีโอกาสใหม่ ๆ หรือแนะนำเราให้กับแผนกอื่นที่กำลังเปิดรับสมัคร

3. อย่ารอให้บริษัทเลี้ยง แต่ต้องเป็นเจ้าของชีวิตตัวเอง

เรามักจะคาดหวังว่า บริษัทต้องมีระบบ Training ที่ดี มีแผน Career Path ที่ชัดเจนให้เราเดิน..

แต่ความจริงอันเจ็บปวดจากผลสำรวจของ LinkedIn พบว่า มีบริษัทเพียง 36% เท่านั้นที่โฟกัสเรื่องการพัฒนาอาชีพของพนักงานจริงจัง และมีผู้นำแค่ 15% ที่ช่วยลูกน้องวางแผนการเติบโต

จากข้อมูลด้านบนแปลว่าอะไร? แปลว่าถ้าเรามัวแต่รอให้บริษัทมาป้อน… เราอาจจะต้องรอไปตลอดชีวิต

ถ้าอยากออกจากหล่ม เราควรสถาปนาตัวเองเป็น CEO ในอาชีพตัวเอง เดินไปหา HR หรือหัวหน้าเพื่อคุยถึงเป้าหมายตรงๆ หาคอร์สเรียนนอกเวลางาน หรือถ้าบริษัทมีงบให้เบิกก็ใช้สิทธิ์ ถ้าไม่มีก็ยอมลงทุนกับตัวเอง เดินไปขอคำแนะนำจากผู้ใหญ่ในสายงานเพื่อหา Mentor เพราะสิ่งเหล่านี้ คือสิ่งที่ทำให้เราสร้างมูลค่าตัวในตัวเองให้เพิ่มขึ้น และคนที่ได้ประโยชน์ที่สุดไม่ใช่บริษัท แต่คือ ตัวเราเอง

4. สำรวจตลาดอยู่เสมอ เพื่อสร้างทางเลือกใหม่

สุดท้ายแล้ว ถ้าลองทุกวิถีทางแล้วพบว่า วัฒนธรรมองค์กรหรือตัวงานมันไม่ไหวจริงๆ การมองหาลู่ทางใหม่ก็ไม่ใช่เรื่องผิด

ข้อมูลจาก Resume Templates ระบุว่า ปัจจุบันมีคนทำงานกว่า 56% ที่กำลังมองหางานใหม่ และ 80% ในนั้นมั่นใจว่าจะหาสิ่งที่ดีกว่าเดิมได้

แม้ว่าในปัจจุบันตลาดแรงงานจะอยู่ไม่ช่วงหางานยากก็ตาม แต่การลองอัปเดตเรซูเม ลองกดสมัครงาน หรือออกไปสัมภาษณ์งาน มันมีผลทางจิตวิทยาที่สำคัญมาก

นั่นคือมันช่วยย้ำเตือนว่า เรายังมีทางเลือก และเรายังเป็นผู้ควบคุมเกมชีวิตของตัวเองอยู่ ไม่ใช่เหยื่อที่ถูกขังไว้ในออฟฟิศเดิม ๆ

อ่านมาถึงตรงนี้ ประเด็น Career Rut เหมือนโรคร้ายที่หากใครไม่รู้ตัวว่ากำลังถูกความเฉื่อยและเฉยชากัดกินอายุ ความรู้ ความสามารถไปอย่างเงียบ ๆ จนกลายเป็นหนี้เสียของบริษัท ที่พร้อมจะถูกโละได้เสมอ เมื่อต้นทุนนี้ไม่มีประโยชน์ต่อโลกการทำงานอีกต่อไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นที่เก่าหรือที่ใหม่ก็ตาม..

อ้างอิง : how to get out of a career rut

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *