คุยกับพี่ๆ SC Asset บริษัทอสังหาฯ อันดับ1 ที่คนรุ่นใหม่อยากทำงานด้วย

10 March 2023

ไม่บ่อยครั้งที่ ออฟฟิศ 0.4 จะออกไปนั่งคุยกับพี่ๆ ในแวดวงการทำงานแบบจริงจัง

ซึ่งครั้งนี้ เราได้ไปนั่งคุยกับ พี่จูน  โฉมชฎา กุลดิลก Head of Corporate Brand and Communication และ พี่โบ๊ท ณฉัตรณรงค์  บุญเพ็ชรัตน์​ Employee Relation & Corporate Culture Manager ซึ่งเป็น 2 บุคคลสำคัญที่พา SC Asset กลายเป็นบริษัทอสังหาฯ อันดับ 1 ที่คนรุ่นใหม่อยากทำงานด้วย จากผลสำรวจความคิดเห็นของคนรุ่นใหม่ช่วงอายุ 20-35 ปี ในกรุงเทพฯ จำนวนกว่า 10,000 คน จาก WorkVenture  

นั่นทำให้ปีนี้ SC Asset คว้าอันดับที่ 17 จนได้รับรางวัล Top 50 Companies in Thailand 2023 จาก WorkVenture โดยขยับขึ้นมาจากอันดับที่ 42 จากปีที่แล้ว

อะไรคือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กร และ ปัจจัยความสำเร็จที่ทำให้ SC Asset เป็นบริษัทในใจของคนรุ่นใหม่ในทุกวันนี้ บรรทัดถัดไป คือ คำตอบที่เราได้เรียนรู้จากพี่ๆ SC Asset แบบอินไซต์เอามากๆ

จุดเริ่มต้นของการสร้าง Employer Branding ‘Inside SC’

พี่จูน โฉมชฎา เล่าให้เราฟังถึงที่มาที่ไปว่า เป้าหมายของ Inside SC มาจาก CEO ที่บอกว่า เขาไม่อยากให้คนเก่งๆ รู้สึกอยากออก และอยากให้คนเก่งๆ ข้างนอกอยากเข้า SC Asset เพื่อความยั่งยืนในระยะยาวขององค์กร แต่จะทำยังไงดี นั่นคือ ‘โจทย์’ ที่ได้รับมา  

ดังนั้น พี่จูนกับพี่โบ๊ท จึงได้มีการคิดและวิเคราะห์ออกมาว่า พวกเขาต้องแกะความต้องการของคนในองค์กร และคนเก่งข้างนอกออกมาก่อน ว่าพวกเขามีอะไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็นความหวัง ความต้องการ หรือแม้กระทั่งความฝันของพวกเขา  

พี่จูนเล่าว่า ช่วงนั้นทำ Survey เยอะมาก ส่งออกไปเป็นร้อย เพื่อถามเกี่ยวกับเทรนด์ในการทำงาน ซึ่งพอเห็นเทรนด์ก็มาเจาะผ่าน Focus Group เพิ่ม ซึ่งทำ 2 กลุ่ม กลุ่มแรกทำกับน้องฝึกงาน ซึ่งพี่จูนบอกว่านี่คือขุมทรัพย์มาก (เน้นเสียง) 

“เขาคือน้อง ๆ ที่มาอยู่กับเราสองเดือนนิดๆ และเขาจะตอบหมดเลยว่าจุดไหนของเราดี จุดไหนควรปรับปรุง ใช้เวลาถึง 8 ชั่วโมงในการนั่งคุยกัน ซึ่งช่วงนั้นช่วงโควิดด้วย ก็เปิด ZOOM คุยกัน และยังถามเรื่องความฝันที่เขาต้องการ เราเลยได้อินไซต์เต็มไปหมด จากนั้นเราทำกับพนักงานเก่งๆ เราก็ถามเขาว่าอะไรที่ทำให้เขาไม่ไปจากเรา  อะไรคือแรงดึงดูดเขาไว้ เราเลยได้อินไซต์มาอีกชุดนึง”  

ส่วนคุณโบ๊ทก็มีการไปเก็บอินไซต์จากคนข้างนอกมาอีก ซึ่งสุดท้ายก็มาคัดอินไซต์ไปมา พี่จูนและทีมเลยไปเจอคำว่า ‘Freedom’ ซึ่งคนข้างนอกอยากได้ พอมามองย้อนดูข้างใน SC Asset ก็มีการมอบอิสระนี้ให้แก่พนักงานอยู่แล้ว ซึ่งมันตรงกับความต้องการของคนยุคใหม่พอดีเป๊ะ 

‘Freedom to be our best’ จึงเกิดขึ้นในองค์กรพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นกับคนรุ่นใหม่ที่ขึ้นชื่อว่าเป็น เจเนอเรชั่นที่ดีลยากพอสมควร 

พอพูดถึงเจนใหม่กับโอกาสการทำงาน …

พี่จูนอธิบายให้เราฟังทันทีเลยว่า บริบทการทำงานยุคนี้มันเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว

“ยุคนี้ไม่ใช่เราเลือกพนักงาน…แต่เป็นคนเจนใหม่ที่เลือกเรา เพราะทางเลือกของพวกเขาเยอะมาก เขาเลือกกระทั่งว่าจะไม่ทำงานประจำ หรือจะไปทำบริษัทไหน จะไปเป็น Content Creator ยังได้เลยด้วยซ้ำ ฉะนั้น เรานั่นแหละจะทำยังไงให้เขาเลือก”  

ทั้งพี่จูนและพี่โบ๊ท ได้แชร์มุมมองต่อคนรุ่นใหม่ที่มีโอกาสเยอะกว่าคนทำงานเจนก่อน จากทักษะที่พวกเขามี ที่มาพร้อมกับการเติบโตคู่กับเครื่องมือดิจิทัลได้อย่างน่าสนใจ ไปพร้อมกับสิ่งที่ควรเติมเพื่อความเก่งที่คมขึ้น

พี่โบ๊ทบอกว่า “คนเจนใหม่ เก่งเรื่องโซเชียลมีเดีย เช่น การทำ TikTok ทำคอนเทน ขายของ ซึ่งสามารถเอาไปใช้ในการทำงานกับการตลาดได้อย่างน่าสนใจ” 

พี่จูนมองว่า “คนรุ่นใหม่มีทักษะแบบไฮบริด ซึ่งแตกต่างจากรุ่นก่อนที่มีความรู้เฉพาะทาง นั่นอาจเพราะ คนรุ่นใหม่เกิดมาพร้อมกับดิจิทัลมากมาย

สกิลรอบตัวจึงเยอะ แต่อาจต้องเติมความลึกเฉพาะทางมากขึ้น กับกรอบวิธีการคิดที่แม่นขึ้น ก็น่าจะดี” 

ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถแลกเปลี่ยนความรู้ วิธีคิด และประสบการณ์ซึ่งกันและกันได้นั่นเอง แต่จะดีกว่านั้นถ้าคนรุ่นใหม่ไปอยู่ในองค์กรที่มีวัฒนธรรมที่สนับสนุนความสามารถในทุกมิติ

ของชีวิตด้วย ซึ่งอย่างที่บอกไปว่า SC Asset ไม่ได้มีดีแค่พื้นที่อิสระที่พร้อมมอบให้ แต่ยังมีมิติที่น่าสนใจมากกว่านั้น

การเป็นหัวหน้าคนรุ่นใหม่อย่าง Gen Z ไม่ใช่งานง่าย เชื่อว่าหัวหน้าหลายคนก็คงไม่แน่ใจกับการซื้อใจคนรุ่นใหม่มากนัก 

แต่สำหรับพี่จูนและพี่โบ๊ท ที่ได้ผ่านการสะสมข้อมูล จนสามารถกลั่นกรองออกมาเป็นคำตอบชัด ๆ ให้กับเราได้มีอยู่ 2 ข้อ นั่นคือ  

1. ความชัดเจนของเป้าหมาย 

2. อิสระในการทำงาน 

พี่ ๆ ย้ำว่านี่คือหลักสำคัญของคนเป็นหัวหน้าของคนรุ่นใหม่ในการทำงาน 

จากคำตอบที่ได้ก็ยิ่งตอกย้ำว่าแนวทางอย่าง Freedom to be our best สำคัญเอามากๆ  

ซึ่งพี่จูนขยายความต่อว่า ต่อให้เรามอบอิสระให้พนักงานแล้ว มันไม่ได้จบแค่นั้น แต่ควรออกแบบมิติชีวิตของพนักงานให้ดีตามมาด้วย นั่นคือที่มาของ สวัสดิการ 3 ดี ได้แก่ 

สมดุลดี

สังคมดี 

อนาคตดี 

ซึ่ง สวัสดิการ 3 ดี จะมีการปรับให้ตรงตามความต้องการของพนักงานอยู่ตลอด จากการทำ Engagement Survey ที่พี่โบ๊ทคอยสำรวจเพื่อพนักงานอยู่เสมอ เช่น การตั้งงบสวัสดิการเปย์ตัวเอง เพื่อดูแลให้ตัวเองดีขึ้น อย่างการเรียน การทำหน้า การพักผ่อน 

นั่นเพราะพี่ ๆ เขาเชื่อว่า ‘One Size Doesn’t fit all’ จึงเกิดการพยายามออกแบบสวัสดิการแบบทั่วถึงกันมากขึ้นนั่นเอง อย่างเช่น 

Workation Leave สำหรับคนที่ไม่ต้องประจำออฟฟิศ​ 

สมรสเท่าเทียม 

สวัสดิการคนโสด ที่ได้รับ 10,000 บาท ที่เบิกสวัสดิการได้จนถึงอายุ 45 ปี 

ฟังมาถึงตรงนี้ต้องบอกเลยว่าแอบอิจฉาพนักงาน SC Asset จริงๆ

สิ่งหนึ่งที่เราสนใจมาก ๆ คือ อะไรคือหน้าที่การทำงานของฝั่ง ER และ Branding ในการขับเคลื่อนวัฒนธรรม SC Asset จนเข้าขั้นประสบความสำเร็จได้ภายในเวลาไม่กี่ปี 

ทันทีที่ฟังคำถามจบ พี่โบ๊ทอธิบายหน้าที่ของตัวเองทันที 

“คนทำ ER ต้องเป็นคนที่มีพลังมากๆ เหมือนเป็น Power Bank ให้กับพนักงานตลอดเวลา ห้ามแผ่ว เราต้องเติมความสนุกให้กับตัวเองทุกวัน หาโน่นนี่นั่นทำ หาแรงบันดาลใจ และกิจกรรมใหม่ๆ เพื่อที่เราจะได้ส่งต่อพลังงานให้กับพนักงานในองค์กรด้วย และก็ต้องเป็นคนที่หัดพูดคุย ช่างสังเกตความสนใจ และความรู้สึกของพนักงานด้วย เพราะจะได้ต่อยอดกิจกรรมใหม่ ๆ เพื่อส่งมอบให้กับคนในองค์กร มีพลังและกำลังใจในการทำงานกับลูกค้าต่อไป”  

ส่วนพี่จูนอธิบายปัจจัยความสำเร็จที่สำคัญคือ ‘การทำงานร่วมกัน’

“เพราะพี่ไม่เชื่อว่าองค์กรใดองค์กรหนึ่งจะสามารถทำ Culture และ Employer Branding สำเร็จได้ ถ้าผ่าน Human Resource เพียงอย่างเดียว ไม่มีทางสำเร็จ เช่นเดียวกัน ไม่มีทางสำเร็จถ้าคุณให้ Corporate Branding ทำอย่างเดียว ปัจจัยที่สำเร็จคือ เราต้องทำงานร่วมกันเท่านั้น” 

พี่จูนอธิบายและขยายความต่อถึงทักษะที่สำคัญของคนทำด้าน Corporate Branding ว่า

“ทักษะของคนที่มาทำตรงนี้ 

หนึ่งเลยคือ คุณต้องมีพลังที่รักคนแบบเขา (มองไปที่พี่โบ๊ท) 

สองคือ ต้องมี Thinking Framwork ที่ค่อนข้างแม่นพอสมควรแบบเชิง Branding 

นี่คือสิ่งที่สามารถทำสิ่งนี้ให้สำเร็จได้ และบรรยากาศการทำงานร่วมกันก็เป็นอีกปัจจัยที่สำคัญมากๆ ในการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน”  

จนสุดท้ายพี่ ๆ ทั้งสองก็สามารถพา SC Asset คว้ารางวัล Top 50 Companies in Thailand 2023 จาก WorkVenture เป็นปีที่ 2 ติดต่อกันอีกด้วย แต่รางวัลเหล่านั้นกลับไม่ได้ทำให้ความเชื่อในการทำงานทุกวันนี้ของพวกพี่ ๆ เปลี่ยนไปเลย

เราถามไปว่า การได้รางวัลที่อันดับก้าวกระโดดจากที่ 42 มาอยู่ที่อันดับ 17 ในปีนี้ ทำให้ความเชื่ออะไรของพวกพี่ๆ เปลี่ยนไปบ้างไหม 

พี่จูนรีบตอบทันที

“เราไม่ได้เปลี่ยนเลย ต่อให้ไม่ได้รางวัล เราก็ยังคงทำแบบนี้ 

เป้าหมายของเราไม่ใช่รางวัล เป้าหมายของเราคือความยั่งยืนขององค์กรระยะยาว พี่คิดว่าไม่มีอะไรเหมาะสมเท่ากับความยั่งยืน 

SC Asset เราทำบ้าน เราทำให้คุณภาพชีวิตคนให้ดีขึ้น แบบ For Good Mornings 

ไม่ใช่แค่ลูกค้า แต่รวมถึงพนักงานของเราด้วย ตอนเช้าตื่นมา คุณต้องรู้สึกว่าเช้านี้ดีจัง 

อย่าง Inside SC ก็เป็นตัวสะท้อนที่ดีให้เห็นว่า เราไม่ได้ทำแค่ลูกค้านะ เราทำให้คนของเราด้วย ต้องมีเช้าที่ดี ไม่งั้นถ้าคุณไม่มีความสุข คุณจะไปสร้างบ้านให้คนอื่นอยู่อย่างมีความสุขได้ยังไง 

คิดดูสิว่า ของที่ถูกสร้างจากคนที่มีความสุข คนที่ได้รับจะมีความสุขขนาดไหน”  

นี่คือบทสรุปของจุดเริ่มต้นและก้าวต่อไปที่น่าสนใจของการสร้างวัฒนธรรม Inside SC ในแบบ SC Asset ที่กลายเป็นบริษัทอสังหาฯ อันดับ 1 ที่คนรุ่นใหม่จำนวนมากอยากทำงานด้วย  

และ SC Asset ก็กำลังสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้แก่องค์กรอื่น ๆ ให้เริ่มหันมาใส่ใจบรรยากาศ และความต้องการ รวมถึงความฝันของพนักงานมากขึ้นด้วยเช่นกัน 

สำหรับปีหน้า น่าติดตามว่า SC Asset จะก้าวไปในทิศทางไหน และมีการเติบโตเชิงวัฒนธรรมองค์กรอย่างไร ก็คงต้องติดตามดูไปพร้อมๆ กัน  

ถ้าอยากไปรู้จักวัฒนธรรมสไตล์ SC Asset ก็เข้าไปสำรวจได้ที่ : https://www.facebook.com/InsideSC

#SCAsset #ForGoodMornings #SCที่ทำงานในฝัน #FreedomtoBeOurBest

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *