มีโอกาสได้คุยกับเพื่อนคนหนึ่งที่มองเรื่อง Work Life Balance ได้น่าสนใจดีครับ เลยขอนำมาเขียนเล่าต่อ
เชื่อว่าใครหลายคนชอบชีวิตที่สมดุลนะ ทั้งในเรื่องของการทำงานและการพักผ่อน ที่พอมีช่องว่างให้เราได้หายใจและใช้ชีวิตอย่างไม่กังวลมากนัก ซึ่งก็เป็นที่มาของการมีวงจร Work Life Balance นั่นเอง
แต่กว่าจะเกิดวงจรที่ Balance ได้ มันมีต้นทุนจากการทำงานหนักมาก่อนเหมือนกัน ถ้าเราไม่เข้าข้างตัวเองมากจนเกินไป ก็ต้องยอมรับว่า ความสมดุลที่ว่านี้มักเกิดจากโอกาสในการเลือกของเราด้วย เช่น เลือกงานได้ เลือกวัฒนธรรมองค์กรได้ พิจารณาเงินเดือนได้
ซึ่งการที่เราจะเป็นผู้มีสิทธ์เลือกในที่ที่เหมาะกับตัวเองนั้น เราต่างก็เป็นผู้ถูกเลือกมาก่อนแบบไม่มีเงื่อนไขเท่าไหร่นักในการต่อรอง
ซึ่งสิ่งที่จะต่อรองเพื่อเลือกสิ่งแวดล้อมที่ดีในการทำงานได้ ก็หนีไม่พ้นความรู้และความสามารถที่เกิดจากการสะสมและพัฒนาตัวเองขึ้นมา รวมถึงความต้องการของตลาดด้วย
เพื่อนคนนี้บอกว่า Work Life Balance เป็นสิ่งที่ดีสำหรับหลาย ๆ คน เขาจินตนาการว่า คงไม่มีใครอยาก Work Hard ไปจนลมหายใจสุดท้าย และถ้ามองในสายตาแบบผู้ประกอบการ คนทำงานแบบเราก็ควรมองหาทาง Exit หรือทางออกเอาไว้ด้วยว่าการจะเปลี่ยนจะ Work Hard เป็น Work Balance ต้องมีทางจบอย่างไร
ซึ่งกว่าชีวิตจะออกดอกออกผลขนาดนั้น มันก็ต้องแลกมาด้วยต้นทุนความสามารถที่ต้องสะสมเอา แต่การสะสมที่ว่านี้เขาบอกว่ามันมีช่วงเวลาหรือฤดูกาลของมัน
การสะสมอย่างเข้มงวด ที่เพื่อนคนนี้เรียกคือ Work Life Max เรียกได้ว่า เต็มที่กับชีวิต ผมเองยังแซวว่าเหมือนสโลแกนโฆษณาของ Pepei Max ในอดีตเลย ซึ่งเพื่อนก็หัวเราะและบอกว่าคล้าย ๆ กัน
เขามองว่าช่วงทองของ Work Life Max คือ การค้นหาตัวเองนั่นแหละ 10 ปีแรกของการทำงานคือฤดูกาลที่สำคัญ เพราะร่างกายยังมีความสด บวกกับต้องอาศัยความไม่รู้ของเราเองให้เป็นประโยชน์ในการผลักดันตัวเองเพื่อเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ และลงมือทำให้เยอะ ๆ ไปพร้อมกับการหาทิศทางที่จะไป
ซึ่งผมถามว่าทิศทางที่จะไป มองอย่างไรเพื่อให้เห็นทาง เพื่อนบอกว่าไม่มีถูกไม่มีผิด แต่สำหรับเขามอง 2 อย่างคือ เลือกทางที่สนใจเฉพาะ กับ เลือกทางที่มีตลาดรองรับ เช่น เราไม่รู้ว่าสนใจอะไร แต่เราเห็นว่าแรงงานด้านเทคโนโลยีมาแน่ และตลาดขาดแคลน ลองไปไหม
เขาขยายอีกว่า Work Life Max ไม่ใช่การตะบี้ตะบันทำงานหนัก นอนดึกจนป่วย อันนั้นเป็นการไปสุดทางแบบไร้แผนการ แต่การทำงานแบบเต็มที่คือ พยายามเมื่อมีโอกาส และอย่าเพิ่งไปคิดถึงรายได้ก่อนความรู้และประสบการณ์มากนัก (อันนี้ผมว่าขึ้นอยู่กับการพิจารณาส่วนบุคคล)
สุดท้าย เขาบอกว่ารอยต่อของช่วงอายุ 20-30 เป็นเข็มทิศที่สำคัญต่อในช่วง 30-40 เหมือนกัน
ดังนั้น การสร้างต้นทุนด้วยความเต็มที่กับงาน ก็เป็นสิ่งที่ต้องแลกกับโอกาสบางอย่างเหมือนกัน แม้มันอาจจะเจอความลำบากบ้าง แต่มันก็คุ้มค่ากว่าการมาอดนอนบ่อยๆ ตอนอายุเยอะขึ้นแล้ว ซึ่งควรเป็นช่วงที่มี Work Life Balance มากขึ้นกว่าเดิม
เพราะเมื่ออายุเพิ่มขึ้น Work กับ Life ก็ต้องเปลี่ยน…
แต่ก่อนจะเปลี่ยน เราอาจต้องมีต้นทุนของการมีสิทธิ์เลือกที่จะเปลี่ยนก่อนด้วยเหมือนกัน…

Podcaster : ออฟฟิศ 0.4
Writer : สิ่งที่เจ้านายไม่เคยบอก / เปิดเทอมใหญ่วัยทำงาน / เป็นคนที่ใช่ในงานที่ชอบ / นี่เงินเดือนหรือเงินทอน

